วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

ดื่มจนติดจะทำลาย สุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว

 แน่นอนหละว่าพอถึงช่วงเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนๆ ที่ ถือเป็นเทศกาลรื่นเริง มีงานเลี้ยงโดยเฉพาะเทศกาลแห่งความสุขอย่างปี ใหม่ ต้องมีการเลี้ยงสังสรรค์ด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างพวกเหล้า เบียร์ต่างๆ ที่พวกนักดื่มหลายต่อหลายคนขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นของคู่กัน ขาดไม่ได้ก็คือ สุรา แต่ทว่าถ้านานๆ รับประทานทีแค่ช่วงเทศกาลก็อาจทำลายสุขภาพไม่มากนัก แต่ถ้ารับประทานจนติดงอมแงมก็อาจจะทำลาย สุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว

          ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี ได้ให้ข้อมูลว่า สุรา ถือเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหมักผัก ผลไม้ หรือเมล็ดพืชชนิดต่างๆ แล้วแต่งกลิ่น ในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แต่ละชนิดจะมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่างกัน เช่น เหล้ามีแอลกอฮอล์ 40% ไวน์มีแอลกอฮอล์ 12% และเบียร์มีแอลกอฮอล์ 5% โดยฤทธิ์ ร้ายของแอลกอฮอล์จะกดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง พูดจาอ้อแอ้ เดินไม่ตรงทาง ความ คิดสับสน ขาดสติ และด้วย อาการเหล่านี้เอง จึงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้นักดื่มทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ร่วมใช้ท้องถนน ได้รับบาดเจ็บพิการ รวมทั้งสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน แม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามออกมารณรงค์ ลด ละ เลิก การดื่มสุรา แต่สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเทศกาลต่างๆ ก็ยังอยู่ในสถิติที่น่าเป็นห่วง

          สุรา หรือเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไปและ ติดต่อกันเป็นเวลานานย่อม มีผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากจะทำให้ผู้ดื่มขาดสติ แล้วยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ มากมายอัน ได้แก่ กลุ่ม โรคทางระบบประสาท ทำให้ความจำเสื่อม หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เสียการควบคุมด้าน อารมณ์ โรคนอนไม่หลับ กระบวนการการ รับรู้ ความเข้าใจ บกพร่อง ขาดสติ จิตหลอน ประสาทหลอน โรคคลั่งเพ้อ เกิด จากโรคพิษสุราเรื้อรัง การทำหน้าที่ของสมองผิดปกติส่งผลถึงการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้อ ส่วนปลายแขนขา อ่อนแรง ปลายประสาท พิการ โรคซึมเศร้า โรคลมชัก และโรคระแวงเพราะสุรา

          กลุ่มโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งในปากและช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งรังไข่ กลุ่มโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้เช่น โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โรคเบาหวาน (เกิดจากตับอ่อนอักเสบ) โรคตับอักเสบ โรคตับแข็งจากสุรา โรคตับ อ่อนอักเสบแบบเฉียบพลัน และ แบบเรื้อรัง โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือโรคกระเพาะอักเสบจากสุรา เพราะแอลกอฮอล์จะทำลายสารเคลือบกระเพาะ ทำให้เกิดแผลจนกระเพาะทะลุ หรือเลือด ออกในกระเพาะ สังเกตได้จากการถ่ายอุจจาระ หรืออาเจียนเป็นเลือด โรคต่อมหมวกไต กระดูกพรุน โรคเกาต์ โรคพิษสุรา เรื้อรัง

          กลุ่มโรคหลอดเลือดและหัวใจ คนที่ดื่มสุราเป็นประจำมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้มากกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ และยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมจากสุรา โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สมองส่วนนอกลีบฝ่อ อาการระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจล้มเหลว

          กลุ่มเสี่ยงที่กำลังตั้งครรภ์ จะส่ง ผลกระทบต่อทารกในครรภ์คือมีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย ปากแหว่งเพดานโหว่ ดวงตาและกรามมีขนาดเล็ก สมองเล็กกว่าปกติ หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด แขนขา เจริญเติบโตผิดปกติ ความสามารถในการ มองเห็นน้อยกว่าทารกปกติ ร้องกวนโยเย ง่าย รูปร่างแคระแกร็น นอนหลับยาก และมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ

          แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังสงสัยว่า ดื่มมากขนาดไหนที่เรียกว่า ติดสุราอาจแบ่งให้เห็นชัดเจนได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรกดื่มเฉพาะตอนที่เข้าสังคม ระดับที่สองดื่มเป็นระยะ และกลุ่มที่สามดื่มจนติดหรือที่เรียกว่า แอลกอฮอล์ลิซึ่ม คนที่ดื่มจนติดแล้ว มักจะดื่มเป็นประจำทุกวัน และเพิ่มปริมาณในการดื่มมากขึ้น ถ้าหยุดดื่มจะมีอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น คล้ายจะเป็นลม

          นักดื่มหลายท่านบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกปฏิเสธหรือ เลิกดื่มเป็นการถาวร ทว่าคุณยังสามารถดื่มได้อย่างมีสติและรับผิดชอบ โดยถือหลักปฏิบัติง่ายๆ เช่น ต้องรู้จักสุขภาพตนเอง ถ้าไม่แข็งแรง เมาง่าย ก็ควรดื่มแบบรู้ตัว ดื่มแบบรับผิดชอบ ต่อผู้อื่น รวมถึงรู้กาลเทศะ และสถานที่ด้วย หากต้องขับรถก็ต้องมีสติ เมาไม่ขับหรือหากมีพฤติกรรมเมาแล้วส่งเสียงดัง โวยวาย ทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ก็ไม่ควรดื่มจนเมา ที่สำคัญ ต้องรู้บทบาทตนเอง ถ้าเป็น พ่อแม่ หรือเป็นผู้ปกครองก็ ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อลูกๆ ด้วย

          สำหรับคนที่ดื่มจนติดแล้วต้องการเลิกเหล้า มีข้อแนะนำในเบื้องต้นว่า ผู้ที่ดื่มเป็นประจำหรือที่เรียกว่า ติดสุราและไม่สามารถเลิกแบบทันทีทันใดได้ ควร ลดปริมาณการดื่มลงทีละน้อย หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าได้ ควรรับประทานอาหารให้อิ่มท้อง พยายามอย่าให้ท้องว่าง ขณะเดียวกันควรหันไปดื่มน้ำผลไม้ทดแทน และหากิจกรรมอื่นๆ หรือเล่นกีฬาที่ชื่นชอบ ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง กรณีที่มีอาการติดเหล้ารุนแรงควรมาพบแพทย์เพื่อทำการบำบัดรักษา และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ปีใหม่นี้ สังสรรค์แต่พอดี เพื่อ คุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน

บทความดีๆน่าอ่าน กุหลาบแดง… ช่อนั้น

บทความดีๆน่าอ่าน กุหลาบแดง… ช่อนั้น
ชายคนหนึ่งหยุดรถที่ร้านขายกระเช้าดอกไม้ เตรียมจะสั่งกระเช้าดอกไม้ทางโทรศัพท์ เพื่อให้ทางร้านโทรศัพท์ติดต่อร้านดอกไม้อีกเมืองหนึ่ง ให้ส่งดอกไม้ไปอวยพรวันเกิดแก่แม่ของเขา ที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่ร้อยกิโลเมตร เมื่อเขาลงจากรถยนต์ เขาเห็นเด็กผู้หญิงอายุราว 5 ปี นั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าร้าน จึงเข้าไปถาม “ร้องไห้ทำไมจ้ะ มีอะไรให้ช่วยไหม”
เด็กหญิงตอบทั้งน้ำตาว่า “หนูอยากซื้อดอกกุหลาบสีแดงไปให้แม่ ดอกกุหลาบราคาดอกละห้าบาท แต่หนูมีเงินแค่บาทเดียวเท่านั้นเอง”
ชายคนนั้นยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวลุงจะซื้อให้หนูเอง”
แล้วเขาก็จ่ายเงินห้าสิบบาท ซื้อกุหลาบสีแดงจำนวนสิบดอกให้แก่หนูน้อย แล้วถามว่า
“แล้วตอนนี้แม่ของหนูอยู่ที่ไหน หนูจะพาลุงไปหาแม่ของหนูด้วยได้ไหมล่ะ”
หนูน้อยตอบตกลง บอกว่าแม่ของหนูอยู่ใกล้ร้านขายดอกไม้นิดเดียวเอง เดินไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง
เด็กหญิงพาชายใจดี ผู้มีน้ำใจไมตรีออกจากร้าน เดินผ่านเข้าไปในวัดที่อยู่ใกล้ร้าน เข้าถึงศาลา ซึ่งมีศพที่เพิ่งจะเสียชีวิตมาไม่กี่วันตั้งอยู่ หนูน้อยหยิบดอกกุหลาบสีแดงช่อนั้นเข้าไปกราบหน้าศพ ซึ่งมีรูปผู้หญิงยังสาวตั้งอยู่ แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น
ชายใจดีเดินกลับมายังร้านดอกไม้แห่งเดิม ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาบอกยกเลิกการสั่งดอกไม้ทางโทรศัพท์ที่เตรียมส่งไปให้แม่ แต่ซื้อกุหลาบช่อใหญ่ แล้วขับรถใช้เวลาห้าชั่วโมง ตรงไปหาแม่ของเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปสี่ร้อยกิโลเมตรในคืนวันนั้นเอง……
ความหมายของวันวาเลนไทน์….
คงไม่ใช่เพียงแค่การมอบดอกไม้แก่กันหรือซื้อช็อกโกแลตให้เท่านั้น
แต่ความหมายอยู่ที่ตัวคุณเอง
คุณได้เอาใจใส่… คุณได้คอยดูแล…. คุณได้คอยทนุถนอม… คุณได้รดน้ำ… คุณได้พรวนดิน…
คุณได้ใส่ปุ๋ย…ให้กับต้นรักของคุณ… เพียงพอหรือไม่…
และความรักควรออกมาจากข้างใน…ในใจของคุณ
คุณสามารถทำให้ทุกๆ วันของคุณเป็นวันแห่งความรักได้
ความรักที่แท้จริง… อยู่ไม่ไกล… อยู่ในใจคุณ … อยู่ข้าง ๆ กายคุณ
เป็นคนที่รักคุณ… รักคุณมากที่สุด… คือรักจาก …พ่อ.. และแม่…ของคุณเอง..

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

ชี้เด็กไทยเสพติดสังคมเครือข่ายงอมแงม

ปัจจุบันนี้มองไปทางใด ก็มักจะพบว่า มีเด็กและเยาวชนของชาติ รวมถึงผู้ใหญ่บางรายเดินด้วยสองเท้า ทว่าสายตากลับพุ่งไปที่อุปกรณ์ไฮเทค สองมือก็ขะมักเขม้นกดปุ่มพิมพ์ข้อความโต้ตอบอย่างรวดเร็ว โลกของเทคโนโลยีที่เข้ามาพร้อม ๆ กับกระแสของ Social Network กำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มคนเหล่านี้อย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นในทางดีหรือร้าย ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) มีมุมมองดี ๆ มาแลกเปลี่ยนค่ะ
      
       โดย ดร.จิตรา ดุษฏีธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า เด็กไทยยุคสมัยนี้มีไอคิวและความรู้มากขึ้นกว่าเด็กสมัยก่อน มีความรู้ในการใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้ก็ส่งเสริม และเชื่อว่าความรู้ในการส่งเสริมให้เด็กๆ มีความรู้และทันสมัยโดยเฉพาะการเข้าสู่ Social network เพราะมีความเชื่อว่า Social network หรือสังคมเครือข่ายนั้นเป็นโลกแห่งความรู้ และเข้าถึงเด็ก ๆ และเยาวชนได้ หากเด็กคนไหนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ก็จะเป็นคนไม่ทันสมัย ไม่เก่ง สู้คนอื่นไม่ได้
      
       "ยิ่งพ่อแม่สนับสนุนเด็กๆ เข้าสู่ Social network มากแค่ไหน เด็กๆ ก็จะเริ่มไม่สนใจบุคคลใกล้ตัว ทั้งยังส่งผลถึงบุคลิกภาพที่ไม่เคารพไม่ใส่ใจคนรอบข้าง ทำให้เด็กดูเหมือนเป็นคนก้าวร้าว และขาดวินัย"
      
       "อีกทั้งถ้าเด็กมีอุปกรณ์ที่ตัวเองเป็นเจ้าของส่วนตัว อย่างเช่น โทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบเอื้อต่อการเข้าไปสู่ Social network จะยิ่งทำให้เด็กขาดวินัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วันทั้งวันเขาจะสนใจแต่อุปกรณ์ที่อยู่ตรงหน้า ทุกคนจะกด และสนใจแต่เครื่องมือสื่อสารของตัวเอง จนลืมนึกถึงคนที่อยู่ใกล้เราไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือถ้าต้องนั่งรถสาธารณะจะเห็นว่าจะไม่มีใครสนใจใคร ทุกคนจะไม่ยิ้มให้แก่กัน ไม่มีน้ำใจต่อกัน  ไม่สนใจไม่ใส่ใจกัน"
      
       ทั้งนี้ ดร.จิตราเล็งเห็นว่า หากปล่อยพฤติกรรมดังกล่าวทิ้งไว้เนิ่นนาน ความแข็งกระด้างในจิตใจจะเพิ่มขึ้นๆ ซึ่งคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลหากหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา
       
       นอกจากนี้ ข้อเสียของการเสพติดสังคมเครือข่ายอย่างหนักของเยาวชนคือ โอกาสที่จะเกิดโรคซึมเศร้า เหงา หงุดหงิดง่าย เอาแต่ใจตัวเอง
      
       "เด็กสมัยนี้ดูเหมือนมีเพื่อน แต่ความจริงเขาน่าสงสาร เขาไม่มีเพื่อน อาจจะดูเหมือนเป็นคนมีสังคม แต่เขาไม่มีสังคม ที่ต้องพูดเช่นนี้เพราะการมีเพื่อนหรือมีสังคมนั้น ต้องเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ และต้องอยู่ตรงหน้าในขณะนั้นด้วย จึงจะเรียกว่ามีความสัมพันธ์หรือมีมนุษยสัมพันธ์ แต่การเข้าสู่สังคมเครือข่ายมันเป็นการคุยกันแบบฉาบฉวย เป็นการคุยกันโดยผ่านอุปกรณ์ ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงเราในขณะนั้น อยากฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองว่าควรจะหากิจกรรมให้ลูกหลานทำโดยเน้นการทำกิจกรรมที่สัมพันธ์กับผู้คน และควรสอนให้เด็กรู้ว่าบุคคลที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็คือบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเรา เวลาที่สำคัญที่สุดก็คือเวลา ณ ปัจจุบัน และกิจกรรมที่สำคัญที่สุดก็คือกิจกรรมที่เราได้ลงมือทำจริงในเวลานั้นโดยเกี่ยวพันธ์กับความสันพันธ์กับผู้คน และไม่เพียงแค่เด็กๆ และเยาวชนเท่านั้น ผู้ใหญ่หรือคนในวัยทำงานก็ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ด้วย"
      
       แม้จะมีเสียงตอบโต้มาจากฝั่งผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีว่า การใช้เครื่องมือสื่อสารในลักษณะดังกล่าวเป็นความพอใจส่วนบุคคล แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ออกโรงเตือนก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงในสังคมไทยไม่น้อย และเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว คงไม่มีใครหวังพึ่งพาเพื่อนจากอุปกรณ์สื่อสาร มากกว่าความสุขที่ได้จากการพูดคุยกับตัวคนจริง ๆ ตรงหน้าเป็นแน่